วิธีออมเงินให้ได้ผล

adminsavings

วิธีออมเงินให้ได้ผล

  1. ได้เงินมาแล้วรีบเก็บ
    รู้หรือไม่การออมเงินหลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เป็นแนวทางที่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ เพราะเรามักเผลอใช้จ่ายเกินตัวตลอด เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ช่วงใกล้สิ้นเดือน อาจเหลือเพียง 200 บาท แต่การเลือกออมเงินก่อนใช้ อย่างน้อยออม 10%ของรายได้ จะช่วยให้เราวางแผนการเงินรัดกุมขึ้น
    นอกจากนี้การลิสต์รายการค่าใช้จ่ายที่รออยู่ก็จำเป็น เพราะจะช่วยจัดการได้ว่า รายการใดไม่จำเป็น และค่อยลดรายจ่ายในส่วนนั้นลง ถ้าลิสต์รายจ่ายเยอะมากสามารถใช้แอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้เก็บเงินได้ดีขึ้น
    วิธีเก็บเงินก่อนใช้จ่าย มีข้อดีคือ เราสามารถออมตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แน่นอน แต่เราไม่ควรออมเงินมากเกินกว่า 50% ของรายได้ เพราะอาจจะทำให้เราไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น อย่าลืมว่าต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต และในบางครั้งสามารถซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นรางวัลขอบคุณตัวเอง หลังจากทำงานหรือออมเงินสำเร็จตามเป้าหมายด้วย ป้องกันไม่ให้การออมเงินสร้างภาระให้กับคุณมากเกินไป
  2. เงินเย็นต้องมี
    จะเก็บมากเก็บน้อยก็เก็บเถอะ เงินเย็นหมายถึง เงินก้อนที่คาดว่าจะไม่นำมาใช้ในอนาคต ซึ่งก่อนมี “เงินเย็น” ต้องออมเงินให้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเดือนละ 100 หรือ 1,000 บาท แม้เป็นเงินก้อนเล็ก ถ้าหมั่นออมทุกเดือนก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ จนเป็นเงินที่สามารถช่วยเรายามฉุกเฉินและต่อยอดทำธุรกิจ สร้างรายได้อื่นอีกทาง
    แต่ข้อจำกัดของวิธีก็บเงินวิธีนี้ คือต้องตั้งเป้าหมายต่อเนื่องทุกเดือน หากรายได้น้อยจนต้องกู้หนี้ยืมสิน อาจสร้างภาระแก่การดำเนินชีวิตมากเกินไป ดังนั้นอาจต้องแก้ปัญหาด้วยการหาวิธีเพิ่มรายได้ และปิดหนี้ที่มีอยู่ให้หมดก่อน แล้วค่อยเก็บเล็กผสมน้อย ค่อยเป็นค่อยไปทีละสเต็ป
  3. เศษเงินในบัญชีเก็บออมให้หมด
    เศษเงินในบัญชีหลักหน่วย หลักสิบ ไม่สามารถถอนออกมาจากตู้ ATM ได้ แต่
    สามารถเก็บออมได้ สำหรับคนที่เก็บเงินไม่อยู่ การสร้างบัญชีเงินฝากสำหรับเก็บเงินจำนวนเล็กน้อยแบบนี้ จะทำให้เงินไม่กี่สิบบาทกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ วิธีเก็บเงินดังกล่าว เหมาะกับผู้ที่มีเงินในบัญชีหลักหมื่นขึ้นไป แต่การเก็บเงินแบบนี้ อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีเงินในบัญชีหลักร้อย หลักพัน เพราะหากโอนเงินออกไปยังบัญชีเงินออมอีก เงินในบัญชีสำหรับใช้จ่ายจะเหลือน้อยเกินไป
  4. ขยันจัดการเงิน
    ใครที่รายจ่ายเยอะจนไม่รู้จะจัดการอย่างไร เราแนะนำให้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย โดยการแบ่งเงินออกเป็นส่วน ๆ เช่น เงินค่าเช่าบ้าน เงินเก็บออม ค่าผ่อนรถ ฯลฯ หากมีเงินจำนวนหนึ่งเหลือจากนี้ ควรนำไปใช้กับค่าประกันชีวิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดเหตุไม่คาดฝัน หรืออาจนำไปเป็นเงินลงทุนบางส่วน สำหรับการต่อยอดรายได้
    วิธีการแบ่งเงินเป็นสัดส่วน ช่วยให้เราเก็บเงินได้ดีขึ้น ทราบได้ง่ายว่าเงินส่วนใดบริหารผิดพลาด และมีโอกาสต่อยอดสร้างรายได้มากกว่าเดิมหรือไม่ แต่วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้มีรายได้มากเพียงพอ หากใครมีภาระเป็นเสาหลักของครอบครัว มีหนี้สินควรให้ความสำคัญกับการจัดการรายจ่ายเป็นหลัก และปิดหนี้เสียก่อนจะแบ่งเงินมาซื้อประกันชีวิต หรือเก็บเงินทีละน้อย ดีกว่านำเงินไปลงทุนที่มีความเสี่ยงรออยู่
  5. ให้บัตรเครดิตเป็นเงินสำรองยามฉุกเฉิน
    เมื่อเกิดเหตุต้องการเงินด่วน เช่น เกิดอุบัติเหตุรถชน หรือรถเสีย การใช้บัตรเครดิตเป็นตัวเลือกแรกที่หลายคนเลือก เพราะช่วยชะลอการจ่ายเงินสดออกไป ทำให้ในช่วงก่อนถึงกำหนดชำระบิลบัตรเครดิต สามารถหาเงินมาจ่ายก่อนโดนดอกเบี้ยบัตรเครดิตได้
    แต่บัตรเครดิตเปรียบเสมือนดาบสองคม หากใช้งานถูกวิธีก็ช่วยให้เราเก็บเงินได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของเราถูกลงได้
    แต่ก็อาจทำให้เราเผลอรูดบัตรเครดิตซื้อของมากเกินไปจากกับดัก ผ่อน 0% นาน 10 เดือน และการจ่ายบิลบัตรเครดิตควรตรงต่อเวลา เมื่อจ่ายไม่ครบยอดหรือจ่ายช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนด อาจโดนคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูง มีโอกาสสร้างหนี้เพิ่มอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นก่อนใช้บัตรเครดิต ต้องใช้สติไตร่ตรองเสมอ และควรวางแผนการเงินให้ดีก่อนใช้เสมอ
  6. คิดก่อนซื้อ
    เราต่างมีของที่อยากได้เต็มไปหมด นั่นก็สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่กล้องเทพ นี่ก็เป็นเกมที่อยากได้ และสิ่งล่อตาล่อใจพวกนี้ ทำให้เราอยากจ่ายเงินซื้อเหลือเกิน คำว่า “สติ ยับยั้งชั่งใจ” เป็นสิ่งที่ผู้เริ่มต้นออมเงินต้องมี ดังนั้นก่อนซื้อของทุกครั้งควรคิดให้ดีว่าจำเป็นต่อชีวิตเราจริงหรือเปล่า? หรือมีของอื่นถูกกว่าแทนได้
    การเทียบสเปกและความจำเป็น จึงเป็นวิธีหนึ่งในการเก็บเงิน เพราะของบางอย่างราคาถูก อาจใช้งานได้นาน และคุณภาพไม่แพ้ของราคาแพง เช่น ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นหลักพัน แทนรุ่นราคาหลักหมื่น หากไม่ได้ใช้งานกล้องบ่อย หรือรอช่วงเวลาจัดโปรโมชั่น ลดราคาสินค้าที่ต้องการซื้อ ก็ช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะ
    แต่การเก็บเงินด้วยวิธีนี้อาจทำให้รู้สึกเข้มงวดต่อตนเองที่มากเกินไป จากการคิดแล้วคิดอีก อาจก่อให้เกิดความเครียดและความกดดันในการออมเงินอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นการเดินทางสายกลาง ออมเงินแบบค่อยเป็นค่อยไปอาจดีต่อสุขภาพของตนเองมากกว่า และมีทัศนคติที่ดีต่อการออมเงินในระยะยาว

Credit : KBank